|
|
|
| สารบัญฟิค |
LUBAEK
[X] [SF] First Impression [X] [SF] Angel No.2 [X] [SF] Smile King [X] [SF] I’m your [X] [SF] Fanboy [x] [OS] เขิน [X] [SF] Mystery pic [X] [SF] disease [X] [OS] ชายกลาง [X] [SF] You’re just a little guy [X] [OS] Curfew [X] [OS] เด็กเอาแต่ใจ [1] [SF] opposite room [X] [OS] จื่อเทาเป็นเหตุ [X] [OS] ซังนัมจา
KRISHO [X] [SF] Children Day [X] [SF] Spring [X] [SF] I’ll show you [X] [OS] lately [X] [SF] in the club [X] [OS] mistletoe [X] [SF] I’m just a little guy [X] [SF] Relaxing time
|

| [OS] ซังนัมจา |
OS: ซังนัมจา Couple : Luhan x Baekhyun Author : tiu_tatee Note : เปิดเพลง Boy In Luv ของ BTS ไปด้วยนะคะเพื่ออรรถรสในการอ่าน(????)
“พ่อ ตอนพ่อจีบแม่นี่พ่อทำยังไงหรอ”
มือหยาบกร้านที่กำลังหมุนล้อรถมอเตอร์ไซค์อยู่เพื่อเช็คสภาพโซ่ถึงกับหยุดชะงักพร้อมกับเงยหน้ามองคนเป็นลูกด้วยความสงสัย ก็ร้อยวันพันปีลูกชายคนโตของตัวเองเคยถามเรื่องแบบนี้ที่ไหนวันๆเห็นอยู่แต่กับฟุตบอลและเครื่องยนต์ ถ้าถามว่านัดไหนใครชนะรับรองว่าลู่หานไม่มีทางพลาด
“ทำไมจะเอาไปจีบสาวที่ไหนหรือไง” เมื่อลูกชายคนโตไม่ได้ตอบอะไรคนเป็นพ่อเลยได้แต่ส่ายหัวเบาๆ บางทีก็สงสัยว่าเขาเลี้ยงลูกมาแบบไหนลูกชายคนโตถึงได้ประหยัดคำพูดซะเหลือเกินส่วนลูกชายคนเล็กของบ้านก็จ้อไม่เคยหยุด
เมื่อคนเป็นพ่อไม่ได้ตอบว่าใช้วิธีการไหนในการตามจีบคุณแม่คนสวยของตัวเอง ลู่หานก็แค่ยักไหล่เบาๆก่อนจะเดินกลับมาหมกตัวเองอยู่บนห้อง สายตาคู่สวยเหลือมองนาฬิกาก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ อีกไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็ถึงเวลาเลิกเรียนของน้องชายคนเดียวแล้ว....
วันนี้เขาควรเอาอะไรไปฝากน้องชายและเพื่อนน้องชายดีนะ?
รถกะบะกลางเก่ากลางใหม่สีฟ้าจอดลงเลียบถนนหน้าโรงเรียนมัธยมต้นก่อนจะดับเครื่อง ลู่หานมองดูนักเรียนมัธยมต้นหลายๆคนที่เริ่มทยอยกันเดินออกมาเมื่อถึงเวลาเลิกเรียน คนตัวสูงมองไปที่กล่องป๊อกกี้สีแดงตรงคอนโซลรถที่ถูกผูกโบว์ไว้ถึงจะดูไม่สวยแต่ก็ถือว่าสุดฝีมือของลู่หานแล้วแหล่ะก่อนจะเอื้อมไปหยิบมาถือไว้เมื่อเห็นน้องชายคนเดียวเดินออกมาพร้อมกับเพื่อนสนิท
คิมจงแดโบกรีบลากมือเพื่อนสนิทออกวิ่งมาทันทีที่เห็นว่ารถกะบะคันเก่งของอู่ตัวเองจอดอยู่ก่อนจะโบกไม้โบกมือเมื่อเห็นว่าพี่ชายตัวเองนั่งนิ่งๆเป็นสารถีเหมือนเดิม
“พี่ลู่หานสวัสดีครับ” คนตัวเล็กที่ถูกจงแดลากมาโค้งทำความเคารพี่ชายของเพื่อนสนิทพร้อมกับส่งยิ้มกว้างจนเห็นเขี้ยวเล็กๆ
“อืม จงแดเอานี่ให้เพื่อนเราด้วย” ลู่หานพูดพร้อมกับยื่นปล่องป๊อกกี้ในมือให้กับน้องชาย เลยได้รับรอยยิ้มล้อเลียนของน้องชายมาเป็นของตอบแทน แบคฮยอนรับกล่องป๊อกกี้สีแดงที่ถูกผูกโบว์ไว้ก่อนจะก้มหัวขอบคุณพี่ชายของเพื่อน
แบคฮยอนรู้ดีว่าพี่ชายเพื่อนกำลังตามจีบตัวเองอยู่ จริงๆมันเริ่มมาซักพักแล้วแหล่ะก็คงตั้งแต่แบคฮยอนอยู่มัธยมต้นปีที่หนึ่งนั่นแหล่ะมั้ง แรกๆก็คิดว่าเพราะพี่ชายเพื่อนเอ็นดูตัวเองเหมือนน้องชายคนนึงถึงได้มีของฝากเล็กๆน้อยๆมาฝากตลอด แต่ผ่านไปซักพักก็เริ่มเอะใจเพราะสายตากึ่งแซวกึ่งล้อของจงแดจนถึงวันวาเลนไทน์ของตัวเองอยู่ม.หนึ่งนั่นแหล่ะที่ลู่หานฝากดอกกุหลาบที่ผูกโบว์ยับยู่ยี่มาให้ ตอนแรกที่เห็นก็นึกว่ามันผ่านศึกมาเยอะเพราะรูปร่างของโบว์ที่ไม่เหมือนโบว์เลยซักนิดนั่นแหล่ะ แต่แบคฮยอนก็มารู้ที่หลังว่าพี่ชายของเพื่อเป็นคนผูกโบว์เองกับมือซึ่งนั่นเป็นการผูกโบว์ครั้งแรกของเจ้าตัว “ปีหน้าจะไปต่อที่ไหนหล่ะ” คำถามลอยๆของลู่หานที่เอ่ยขึ้นมาขณะที่เจ้าตัวทำหน้าที่พี่ที่ดีมารับน้องชายถึงหน้าโรงเรียน และก็ทำหน้าที่พี่ชายเพื่อนที่ดีด้วยการรับแบคฮยอนไปส่งที่บ้านถึงแม้ว่าบ้านของแบคฮยอนกับบ้านของตัวเองจะคนละทางก็เถอะ
“น่าจะมัธยมปลายเอ ที่เดียวกับจงแดแหล่ะครับ” แบคฮยอนเป็นคนตอบคำถามนี้ ซึ่งต่อให้ลู่หานไม่ระบุว่าคำถามนี้ถามใคร แต่สำหรับจงแดที่เป็นน้องชายและอยู่บ้านเดียวกันเจอกน้ากันทุกวันคงไม่มีทางจะใช่ตัวเองแน่นอนที่ลู่หานถาม เพราะงั้นก็คงเป็นคนอื่นไปไม่ได้หรอกนอกจากเพื่อนสนิทตัวเองที่นั่งติดอยู่กับประตู หลังจากนั้นก็ไม่มีคำพูดอะไรเล็ดรอดออกมาจากปากของคนทั้งสามอีก จงแดที่เสียบหูฟังและเข้าสู่นิทราไปเรียบร้อยแล้วก็เหลือแต่พี่ชายกับเพื่อนสนิทที่ยังนั่งเงียบๆอยู่สองคน
และวันนี้ก็เป็นอีกวันที่ลู่หานขับรถกะบะของที่อู่ตัวเองมาจอดอยู่เลียบทางเท้าหน้าโรงเรียนมัธยมต้นที่น้องชายตัวเองเรียนอยู่เพื่อรอใครบางคน คอนโซลรถก็ยังมีของฝากมาฝากเพื่อนน้องชายอยู่เหมือนเดิมเพียงแต่วันนี้เปลี่ยนจากป๊อกกี้กล่องสีแดงเป็นโลลิป็อปสีสันสวยงามอันใหญ่มีโบว์ผูกอยู่ตรงก้านซึ่งก็เป็นฝีมือการผูกของลู่หานอีกนั่นแหล่ะ
ดวงตาคู่สวยมองเข้าไปในโรงเรียนเมื่อเด็กนักเรียบเริ่มทยอยเดินกันออกมา สายตากวางส่องไปมาจนเจอเข้ากับคนที่ตัวเองมาดักรอ แต่คราวนี้ต่างไปจากทุกวันเพราะแบคฮยอนไม่ได้เดินมากับน้องชายตัวเอง ซึ่งก็แน่นอนว่าไม่มีทางเดินมากับจงแดอยู่แล้ว เพราะวันนี้จงแดดันป่วยเลยมาเรียนไม่ไหว แต่วันนี้คนตัวเล็กเดินมากับเพื่อนผู้ชาย(ลู่หานคิดว่างั้นนะ)ตัวสูง และเจ้าตัวก็คุยไปยิ้มไปแถมยังมีโบกมือบ๊ายบายให้กันตอนที่อีกฝ่ายเดินแยกออกไปด้วย
ลู่หานเกือบติดเครื่องรถแล้วขับออกไปแล้วถ้าไม่ติดว่าแบคฮยอนหันมาเห็นซะก่อน คนตัวเล็กที่หันมาเห็นลู่หานก็รีบวิ่งมาเกาะขอบหน้าต่างพร้อมกับยิ้มกว้างให้พี่ชายเพื่อนสนิทลู่หานไม่ได้ว่าอะไรนอกจากยื่นโลลิป็อปที่ตัวเองเตรียมมาให้อีกคนก่อนที่แบคฮยอนจะเอื้อมมือมารับพร้อมกับขึ้นมานั่งหน้ารถ
“พี่ลู่หานเป็นอะไรหรือเปล่าครับทำไมดูเงียบๆ” แบคฮยอนเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ เพราะตั้งแต่รถเคลื่อนตัวออกมาจนถึงกลางทางลู่หานก็ยังไม่ได้พูดอะไรซักคำ ถึงแม้ปกติลู่หานจะเงียบๆตามนิสัยไม่ค่อยชอบพูดมาแต่คราวนี้มันเงียบแปลกๆ เงียบแบบที่บรรยายรอบตัวลู่หานดูขมุกขมัวยังไงชอบกล
“เปล่า” น้ำเสียงเรียบๆนิ่งๆของลู่หานทำให้แบคฮยอนต้องปิดปากฉับจนมาถึงบ้านตัวเองถึงได้กล้าอ้าปากเอ่ยขอบคุณอีกคนที่มาส่ง จริงๆมันก็ไม่ใข่ธุระอะไรของลู่หานหรอกที่จะมาตามรับตามส่งแบคฮยอนในวันที่ไม่มีจงแด แต่เพราะตอนแรกๆที่อีกแบคฮยอนยังไม่รู้ว่าลู่หานตามจีบเขาเจอลู่หานขับรถผ่านหน้าโรงเรียนในวันที่ไม่มีจงแดโดยอีกคนให้เหตุผลว่าจะผ่านไปเอาของให้พ่อทางบ้านแบคฮยอนพอดีเลยแวะรับไปด้วย
แรกๆแบคฮยอนก็เชื่อนั่นแหล่ะ แต่พอนานๆไปมันก็ต้องสะกิดใจอะไรบ้างแหล่ะ ยิ่งพอรู้ว่าลู่หานกำลังตามจีบตัวเองเงียบๆอยู่ก็เลยเริ่มเดาได้ว่าที่บกว่าทางผ่านไปเอาของหน่ะมันข้ออ้างทั้งหมด เพราะคิดๆดูแล้วแถวบ้านแบคฮยอนมันก็ไม่น่าจะมีร้านอะไหล่เครื่องยนต์ขายเลยซักร้าน
“พ่อ ตอนพ่อจีบแม่แล้วพ่อรู้ว่ามีคนมาจีบแม่แข่งพ่อจะทำไงอ่ะ” ทันทีที่ลู่หานกลับถึงบ้านก็ตรงดิ่งมาหาพ่อที่กำลังนอนดูใต้ท้องรถอยู่ทันที
“ฉุดแม่แกไง”
“พ่อนี่ผมจริงจังนะ” ลู่หานทิ้งตัวนั่งลงบนพื้นข้างๆพ่อตัวเองโดยไม่สนใจเท่าไหร่ว่าพื้นตรงนั้นจะมีคราบน้ำมันคราบจาระบีหรือฝุ่งอะไรอยู่ เพราะเด็กช่างอย่างเขากับเรื่องเปื้อนเปรอะมันธรรมดาอยู่แล้ว
“นี่พ่อก็จริงจังนะเว้ย” คนเป็นพ่อไถตัวออกมาจากใต้ท้องรถแล้วลุกขึ้นมานั่งมองหน้าลูกชายคนโตของตัวเองที่นั่งคิ้วขมวดอยู่ “ตอนที่พ่อจีบแม่แกนะ พ่อก็แค่เดินเข้าไปบอกแม่แกว่าพ่อชอบแม่แกวะขอจีบนะ หลังจากนั้นพ่อก็ไม่สนใจแล้วแหล่ะว่าแม่แกจะว่าไงก็พ่อชอบของพ่ออ่ะ”
“นี่ไม่ใช่ว่าพ่อไปฉุดแม่มาจริงๆนะ พ่อบังคับจิตใจแม่ป่ะเนี่ย”
“ไอ้บ้า” คนเป็นต่อผลักหัวลูกชายคนโตเบาๆก่อนจะส่ายหัวในความคิดของลูก ก็เห็นๆอยู่ว่าครอบครัวตัวเองอบอุ่นแค่ไหน พ่อกับแม่รักกันจะตายยังจะมากล้าคิดว่าพ่อบังคับจิตใจแม่ “ไม่ได้บังคับจิตใจเว้ย เขาเรียกตื้อจนแม่แกใจอ่อน ถึงตอนแรกแม่แกจะไม่เต็มใจให้พ่อตื้อก็เถอะแต่สุดท้ายแม่แกก็ใจอ่อนรับรักพ่อแล้วก็มีแกให้ออกมากล่าวหาว่าพ่อบังคับจิตใจแม่แกเนี่ยแหล่ะ”
คนเป็นพ่อเล่าไปก็ยืดอกอย่างภูมิใจในขณะที่ลูกชายคนโตก็ทำท่ากึ่งทึ่งกึ่งหมันไส้พ่อตัวเอง แลดูจะภูมิใจในตัวเองเหลือเกิน ลู่หานถอนหายใจเบาๆแล้วเดินไปหามอเตอร์ไซค์ลูกรักที่ตัวเองรักนักรักหนา เพราะว่าที่พ่อจะยอมซื้อให้ก็ต้องขอแล้วขออีก ตลอดเวลาในการเรียนช่างก็ต้องเอาทั้งเกรดทั้งพฤติกรรมมาเป็นหลักประกัน จนผ่านไปเกือบสองปีนั่นแหล่ะพ่อถึงยอมซื้อให้
ลู่หานเช็คล้อ เช็คโซ่ลูกรักไปเรื่อยๆ ถึงจะมั่นใจว่าลูกรักของตัวเองไม่มีทางป่วยหรืองอแงแน่ๆเพราะตัวเองดูแลเป็นอย่างดุ แต่ก็อยากจะตรวจดูให้แน่ใจว่ามันจะปลอดภัยสำหรับคนซ้อน
“เดี๋ยวมานะพ่อ บอกแม่ด้วยว่าวันนี้ไม่กินข้าวเย็น” เอ่ยจบลู่หานก็ก้าวขาคร่อมทอเตอร์ไซค์คันเก่ง สวมหมวกกันน็อคแล้วขับออกไป จนคนเป็นพ่อได้แต่ส่ายหัวเบาๆแล้วคิดเอาในใจหวังว่าลูกชายคนโตของตัวเองจะไม่ไปฉุดลูกบ้านไหนนะ มอเตอร์ไซค์สี่สูบคันเก่งของลู่หานขี่มาตามทางที่คุ้นเคยเพราะเจ้าตัวมาทางสายนี้แทบจะทุกวัน ลู่หานจอดรถเยื้องกับรั้วบ้านหลังเล็กที่ตัวเองเพิ่งมาส่งใครบางคนเมื่อเย็นก่อนจะเดินลงไปกดออดหน้าบ้าน และไม่นานร่างเล็กที่อยู่ในชุดนักเรียนที่ถูกปลดเนคไทด์และเสื้อนอกออกก็เดินออกมาเปิดประตูบ้าน
“มีอะไรหรอครับพี่ลู่หาน” แบคฮยอนส่งแววตาสงสัยออกมาพร้อมกับคำถาม เพราะตั้งแต่ที่ลู่หานตามจีบตัวเองก็ไม่เคยมีซักครั้งที่อีกฝ่ายจะมาหาตัวเองแบบนี้
“มากับพี่แปปนึงซิ” ลู่หานไม่ว่าเปล่าดึงข้อมือเล็กให้เดินตามออกมาจนถึงรถมอเตอรอ์ไซค์ของตัวเอง
“เดี๋ยว เดี๋ยวก่อนครับพี่ลู่หาน”
ลู่หานไม่ได้รอให้อีกฝ่ายพูดอะไรต่อ หยิบหมวกกันน๊อคใบที่ตัวเองใส่มาที่วางอยู่บนเบาะรถมาสวมให้อีกคนพร้อมกับติดสายล็อคให้เรียบร้อยก่อนจะค่อมรถแล้วสตาร์ทเครื่อง แต่แบคฮยอนก็ยังไม่ขึ้นรถตามมาจนลู่หานต้องหันไปส่งสัญญาณให้ขึ้นมา ไม่รู้ว่าด้วยความมึนงงหรือเพราะสายตากึ่งบังคับที่ส่งมาทำให้แบคฮยอนก้าวตามขึ้นไปคร่อมซ้อนท้าย แล้วก็ต้องกระชับอ้อมแขนตัวเองกับเองอีกคนเพราะตกใจแรงกระชากรถที่ออกตัว
แบคฮยอนเอาแต่ซุกหน้าลงกับแผ่นหลังของอีกคนเพราะตั้งแต่เกิดมานี่ก็เป็นครั้งแรกที่ได้ซ้อนท้ายรถสอล้อถ้าไม่นับจักรยานที่ซ้อนท้ายเพื่อนตอนเด็กๆอ่ะนะ วงแขนเรียวกระชับเอวหนาจนแทบจะกลายเป็นโอบเมื่อความเร็วรถเพิ่มขึ้น ตอนนี้แบคฮยอนทั้งกลัวทั้งตกใจและยังเรียบเรียงเหตุการณ์ไม่ถูกจนไม่ได้สนใจจะมองรอบข้างแม้แต่นิดว่าลู่หานพาตัวเองมาที่ไหน
รถมอเตอร์ไซค์ลูกรักจอดลงแล้วแต่แรงกอดที่เอวยังไม่แผ่วลงจนลู่หานต้องหันไปมองคนที่ซักหน้าอยู่กับหลังตัวเอง นี่ถ้าไม่มีหมวกกันน๊อคสวมอยู่คนตัวเล็กคนแทรกตัวเข้ามากับหลังเขาแน่นอน ลู่หานสะกิดอีกคนให้รู้ว่าตอนนี้รถจอแล้ว แบคฮยอนกระพริบตาปริบๆเรียกสติตัวเอง พอสติมาครบก็พบว่าหมวกกันน๊อคที่สวมอยู่ถูกคนที่สวมให้ถอดออกเรียบร้อยแล้ว พอมองไปรอบๆก็พบว่าตอนนี้ตัวเองกำลังอยู่ที่หน้าโรงเรียนที่ตัวเองเรียนอยู่คนตัวเล็กเลยหันไปมองคนที่ลงไปยืนกอดอกพิงมอเตอร์ไซค์ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้แล้วให้แบคฮยอนนั่งเอ๋ออยู่บนมอเตอร์ไซค์ด้วยความงุนงง
“ก็จะพามาที่ที่พี่เจอแบคฮยอนครั้งแรก” ลู่หานเอ่ยเรียบๆสายตามองปลายเท้าตัวเอง ไม่ได้เงยขึ้นมามองแบคฮยอนที่ตอนนี้ทำหน้างงหนักกว่าเดิม
“พี่ชอบแบคฮยอน พี่ขอจีบแบคฮยอนนะ”
“ห๊ะ?”
คำพูดแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยของคนตัวสูงที่ยืนก้มหน้ามองเท้าตัวเองอยู่ทำให้แบคฮยอนร้องห๊ะออกมาดังๆ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นหัวเราะเบาๆ ถึงแม้แสงตรงนี้จะมีแค่ไฟทางสีส้มแต่มันก็พอจะเห็นอยู่ว่าหูของพี่ชายเพื่อนสนิทออกสีแดงๆ
“ถ้าแบคฮยอนไม่ชอบพี่ พี่จะฉุดนะ” ลู่หานรู้สึกได้ว่าตอนนี้หูตัวเองคงแดงมากแน่ๆ ทำไมตอนนั้นพ่อไม่บอกเขามาด้วยนะว่าถ้าบอกไปแล้วจะมีผลค้างเคียงแบบนี้ ยิ่งลู่หานได้ยินเสียงหัวเราะน้อยๆดังมาจากคนตัวเล็กที่นั่งคร่อมมอเตอร์ไซค์ตัวเองอยู่ก็ยิ่งรู้สึกเสียเซลฟ์ เพราะเท่าที่จำได้ว่าตั้งแต่เรียนช่างมาไม่เคยมีอะไรซักอย่างมาทำให้รู้สึกไม่มั่นใจในตัวเองขนาดนี้มาก่อน
“พี่ลู่หานครับ” แบคฮยอนที่กลั้นขำจนแก้มตุ่ยเอ่ยเรียกคนที่ยืนก้มหน้านิ่งเหมือนไม่รู้สึกอะไรแต่หูนี่แดบเถือกไปหมดเบาๆ แต่พอไม่เห็นอีกคนมีปฏิกิริยาอะไรคนตัวเล็กเลยเอ่ยต่อ
“พี่จีบผมมาจะสามปีอยู่แล้วแต่พี่เพิ่งจะมาขอผมจีบเนี่ยนะครับ ตอนนี้พี่ควรจะขอผมเป็นแฟนมากกว่าหรือเปล่าครับ”
“รู้ด้วยหรอว่าพี่จีบเราอ่ะ” ลู่หานที่หันควับมามองหน้าแบคฮยอนจนคนตัวเล็กแทบจะหลุดขำอีกรอบ เพราะลู่หานทำหน้าตกใจมากจนมันดูเหลอหลา
“พี่ลู่หานครับ ตอนแรกผมก็ไม่รู้หรอกแต่เพราะความสม่ำเสมอของพี่นั่นแหล่ะผมเลยรู้” คนตัวเล็กอมยิ้มแก้มตุ่ยมองหน้าลู่หาน เอาจริงๆก็ไม่คิดหรอกนะว่าจะได้เห็นมุมนี้ของพี่ลู่หาน เพราะตลอดเกือบสามปีที่อีกฝ่ายวนเวียนอยู่ใกล้ๆแบบที่เจ้าตัวคิดว่าเนียน อาจจะดูห่ามๆไปนิดตามประสาเด็กช่างที่ไม่เคยมีแฟน แต่ในเรื่องของความสม่ำเสมอแบคฮยอนขอยอมรับเลย แล้วที่สำคัญเท่าที่รู้จากจงแดคือลู่หานไม่มีข่าวเสียๆหายเรื่องชู้สาวกับคนอื่นเลย
“แล้ว.. แล้วตกลงพี่จีบแบคฮยอนได้ใช่มั๊ย” ลู่หานเป่าลมออกทางปากก่อนจะถามอีกคนด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
“ได้ไม่ได้พี่ก็จีบผมมาเกือบสามปีแล้วนี่ครับ” คราวนี้แบคฮยอนยิ้มกว้างจนตาหยีเมื่อเห็นว่าหูอีกฝ่ายกลับมาแดงอีกรอบหลังจากที่สีจางลงไปเมื่อกี้ “แล้วตกลงพี่...”
“คบกับพี่ได้มั๊ยแบคฮยอน” น้ำเสียงลู่หานคราวนี้เต็มไปด้วยความมั่นคงและสายตาที่มองแบคฮยอนคราวนี้ทำเอาคนตัวเล็กรับรู้ได้ว่าอีกฝ่ายคงรวบรวมความกล้ามากพอดูถึงได้กล่างประโยคนี้ออกมาได้
“ได้ครับ แต่..” ลู่หานเกือบจะยิ้มออกมาแล้วถ้าไม่ติดคำว่าแต่ของคนตัวเล็ก “..จะมีแฟนทั้งทีช่วยรอให้ผมขึ้นม.ปลายก่อนนะครับ แล้วอีกอย่าง เด็กม.ปลายถ้าได้เป็นแฟนกับเด็กมหาวิทยาลัยก็คงจะดีไม่น้อย”
ลู่หานกับแบคฮยอนห่างกันสามปี แบคฮยอนขึ้นม.ปลายปีหนึ่งลู่หานก็ต้องขึ้นมหาวิทยาลัยปีหนึ่ง แต่เพราะแบคฮยอนรู้ดีว่าลู่หานไม่คิดจะเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยทั้งที่ตัวเองก็เรียนเก่งทั้งๆที่ทางบ้านก็สนับสนุน ไม่ใช่ว่าที่บ้านลำบากจนต้องออกมาหางานทำแต่คนตัวสูงก็แค่อยากจะช่วยพ่อทำงานที่ที่อู่ซึ่งเป็นกิจการของตัวเอง และแบคฮยอนก็แค่อยากให้ลู่หานเรียนต่อเพื่ออนาคตตัวเองเผื่อในอนาคตจะได้เอาความรู้ที่ได้มาขยายกิจการของตัวเอง
“มหาวิทยาลัยที่อยู่ตรงข้ามกับโรงเรียนมัธยมปลายเอ ถ้าพี่ลู่หานติดที่นั่นก็จะไปรับไปส่งผมกับจงแดสะดวกขึ้น ผมจะยอมให้พี่ลู่หานไปรับไปส่งคนเดียวเลยนะครับ”
“ถ้าพี่ติดที่นั่นแบคฮยอนจะยอมเป็นแฟนพี่ใช่มั๊ย?”
คนตัวเล็กไม่ตอบอะไรแต่อาการนั่งอมยิ้มเขินอยู่บนมอเตอร์ไซค์ลูกรักของลู่หานก็ทำให้ลู่หานใจชื้นได้ไม่เบา ลู่หานก็ยอมรับแหล่ะว่าไม่คิดจะเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยหรอกในเมื่อที่บ้านก็มีอู่เป็นของตัวเอง เรียนแค่ให้มีความรู้มาช่วยพ่อดูแลอู่ก็คงจะพอ แต่พักหลังๆมานี้เขาเริ่มสนใจเรื่องเรียนต่อมหาวิทยาลัยขึ้น ก็ตั้งแต่รู้ว่าแบคฮยอนจะเข้าโรงเรียนมัธยมปลายเอนั่นแหล่ะเลยทำให้เขากลับมานั่งคิดว่าจะเรียนต่อดีมั๊ย เพราะอย่างน้อยเขาก็จะได้มีข้ออ้างไปรับไปส่งแบคฮยอน
แต่ตอนนี้เขาคิดว่าเขาตัดสินใจได้แล้วแหล่ะว่าจะเรียนต่อดีหรือเปล่า...
“แบคฮยอนรอฟังข่าวดีได้เลย”
Little secret about Luhan
“พี่ลู่หานตกลงว่าไงเนี่ย” จงแดที่นั่งครองพื้นที่โซฟาหน้าทีวีเอ่ยถามทันทีที่เห็นพี่ชายตัวเองเดินลงมาจากชั้นบนของบ้าน
“อะไรตกลงว่าไง”
“เรื่องเรียนพี่เนี่ย ทางมหาวิทลัยเขาแทบจะกราบให้พี่เข้าไปเรียนอยู่แล้วนะเนี่ย” ลูกชายคนเล็กของบ้านใช้รีโมตทีวีที่มือชี้ไปที่ซองเอกสารที่วางอยู่บนโต๊ะแก้วหน้าโซฟา
“ก็ไม่ไงอ่ะ ก็ไปเรียนไง” ลู่หานยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจอะไรมากก่อนจะเดินผ่านน้องชายตัวเองเข้าไปในห้องครัว
จดหมายเชิญเข้าเรียนจากมหาวิทยาลัยที่อยู่ตรงข้ามกับโรงเรียนมัธยมเอ มันถูกส่งมาหาเขาตั้งแต่ก่อนที่เขาจะถามแบคฮยอนอีกว่าอยากเรียนต่อที่ไหน ถึงลู่หานจะไม่ใช่คนที่เรียนเก่งติดอันดับท็อปไฟว์ของสาขา แต่เพราะผลงานของตัวเองตอนถูกส่งไปข่งขันทักษะทางวิชาการที่นั่นเลยได้รับจดหมายเชิญให้เขาเรียนกันทั้งทีม ตอนแรกก็คิดอยู่ว่าจะไปเรียนดีมั๊ย เพราะตัวเขาไม่คิดเรื่องเรียนต่อเท่าไหร่ แต่หลังจากวันที่เขาไปฉุดแบคฮยอนออกจากบ้านก็เลยตัดสินใจได้ว่าควรจะไปเรียน
ถ้าให้เดาจงแดคงไม่ได้บอกแบคฮยอนแน่นอนเรื่องที่เขาได้รับจดหมายเชิญให้ไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยนั้น พอคิดมาถึงตรงนีลู่หานก็ต้องยกยิ้มมุมปากเมื่อคิดถึงฉากในอนาคตว่าถ้าแบคฮยอนรู้เจ้าตัวจะว่ายังไงบ้างนะ
-END- คุยกันเถอะ : ไม่เจอกันนานมากเนอะเกือบเดือนนึงแหน่ะ วันนี้เลยมีวันช็อตสั้นๆมาฝากกกก ไม่รู้จะคุยอะไรยังไงก็ฝากด้วยนะคะ จะพยายามกลับมาแต่งบ่อยๆนะคะ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เวลา มันอยู่ที่อารมณ์ล้วนๆ ๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕
|

| [OS] จื่อเทาเป็นเหตุ |
OS : จื่อเทาเป็นเหตุ Couple : Luhan x Baekhyun Author : tiu_tatee Note : มันสั้นนะคะ ชั่ววูบจริงๆ _ _
“แบคฮยอนพี่ขอโทษ”
ดวงตาคู่เรียวตวัดมามองคนพูดจนลู่หานต้องหุบปากฉับ เพราะเท่าที่จำได้เขาว่าเขาพูดคำๆนี้มากือบร้อยครั้งได้แล้วในเวลาไม่กี่ชั่วโมง ก็ตั้งแต่งานประกาศรางวัลเสร็จสิ้นนั้นแหล่ะ....
วันนี้เป็นวันดี ทุกๆคนคงคิดว่างั้น เพราะวันนี้เป็นวันที่เอ็กโซได้รับรางวัลแดซังจากงานประกาศรางวัลใหญ่ เวลานี้มีควรจะเป็นเวลาฉลองให้กับความสำเร็จที่อุตส่าห์เหนื่อยและพยายามกันมาร่วมสองปี แต่สำหรับลู่หานมันไม่ใช่ เพราะแค่นี้หมากระเป๋าที่เริ่มจะกลายเป็นหมูกระเป๋ากลายๆกำลังนั่งกอดอกอยู่บนเตียงในห้องนอนพร้อมกับส่งสายตาเขียวปั๊ดมาให้
เรื่องราวมันจะลงเอยได้ดีกว่านี้ถ้าปลายคางที่ไร้เมคอัพและรองพื้นของแบคฮยอนตอนนี้ไม่มีรอยสีเขียวๆเพราะแรงกระแทก และแน่นอนว่าไม่ใช่ฝีมือเขาหรอก เขาไม่กล้าทำร้ายร่างกายคนรักของตัวเองหรอกและไอ้คนที่ทำตอนนี้ก็ไปนั่งสังสรรเฮฮากับสมาชิกคนอื่นเรียบร้อยแล้ว
“แบคฮยอนพี่ขอโทษจริงๆ”
คำพูดที่เหมือนเทปกรอไปกรอมาไม่ได้ทำให้คนตาเรียวรีที่ปราศจากอายไลเนอร์ใจอ่อนลงได้ซักนิด แบคฮยอนยังนั่งกอดอกปรายตามองลู่หานแต่ไม่คิดจะพูดอะไรออกมา นี่ก็เป็นอีกเรื่องที่ลู่หานไม่เข้าใจ คนที่ฟาดแบคฮยอนก็คือจื่อเทามักเน่ตัวแสบ แต่ยอมรับว่าตัวเองมีส่วนผิดเพราะน้องมันชวนให้ทำท่าซารางเฮ แต่มันพลาดตรงที่จื่อเทาไม่ได้ดูว่าแบคฮยอนยืนอยู่ตรงนั้นเลยเสยเข้าเต็มๆที่ปลายคาง
จำได้ว่าพอเห็นแบคฮยอนโดนสื่อเทาเสยก็รีบวิ่งไปดึงน้องมาปลอบ แต่แทนที่หมากระเป๋าจอมดื้อจะซาบซึ้งหรือปริ่มเปรม เจ้าตัวแทนจะเชิ่ดหน้าใส่นี่ก็เข้าใจว่าเจ็บเลยเหวี่ยง แต่จนแล้วจนรอดแบคฮยอนก็ไม่ได้สนใจอีกเลยจนลู่หานเลยไปทำท่าซารางเฮกับจื่อเทาต่อเพราะมักเน่จากจีนมันสะกิดยิกๆ แล้วพอหันมาอีกทีแบคฮยอนก็เข้าไปอยู่ในอ้อมกอดเพื่อนร่วมชาติอย่างคริสเรียบร้อยแล้ว
บอกเลยว่างานนี้ลู่หานมีแต่งงกับไม่เข้าใจ จนจบงานหมากระเป๋าก็ไม่คุยด้วยอีกเลยแถมมีท่าทีเมินเฉยปั้นปึงใส่กัน ถ้าให้เดาก็คงเพราะอีกคนอาจจะงอนอะไรซักอย่าง และถ้าให้เดาคงไม่พ้นเรื่องที่เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้แบคฮยอนโดนเสยคางโดยจื่อเทา
“แบคฮยอนน่า เป็นอะไรก็บอกพี่ซิครับ” คราวนี้ลู่หาลองเปลี่ยนวิธีคุยนทำใจกล้านั่งบนเตียงข้างๆแบคฮยอนแต่พอเห็นอีกคนไม่โวยวายอะไรนอกจากส่งตาเขียวปั๊ดมาให้เลยได้ใจเอื้อมมือไปโบเอวอีกคนไว้
“แบคฮยอนน่า โกรธพี่เรื่องที่พี่เป็นสาเหตุให้คางเราเป็นแบบนี้ใช่มั๊ย พี่ขอโทษจริงๆนะครับ” คนเป็นพี่ว่าพลางเอื้อมมืออีกข้างไปลูบเบาๆที่รอยช้ำตรงคาง “พี่ขอโทษจริงๆแต่เราก็เห็นไม่ใช่หรอว่าพี่เป็นห่วงเราแค่ไหน”
ทำไมแบคฮยอนจะไม่รู้ว่าลู่หานห่วงตัวเองแค่ไหน ก็ดูซิพอเห็นเขาโดนจื่อเทาเสยพี่ลู่หานก็รีบพวดมาถึงตัวเขา แถมยังดึงไปปลอบแบบนั้นอีกใครก็ดูออกว่าอีกคนเป็นห่วงแค่ไหน แต่ที่มานั่งงี่เง่าอยู่แบบนี้มันก็มีเหตุผลของมัน...
ดวงตากลมโตสีส่องประกายเหมือนตากวางจ้องลึกเข้าไปในดวงตาเรียวรีของอีกคน ลู่หานพยายามส่งความในใจทุกอย่างผ่านทางสายตาให้แบคฮยอนรับรู้แต่ลู่หานไม่รู้หรอกว่าแบคฮยอนรับรู้มั๊ยเพราะแววตาคู่นั้นไม่มีการไหววูบหรือแม้กระทั่งหลบสายตา ทั้งคู่เลยปล่อยให้ความเงียบและสายตาเป็นการพูดแทน
นานแค่ไหนไม่รู้ที่จ้องตากัน รู้ตัวอีกทีแบคฮยอนก็ยอมก้มหน้าลงมาซบกับบ่ากว้างของลู่หาน คนเป็นพี่ฉุดยิ้มเล็กน้อยก็จะกระชับอ้อมกอดที่เอวของอีกฝ่ายให้แน่นขึ้น
“โกรธพี่เรื่องจื่อเทาใช่มั๊ยครับที่พี่เป็นต้นเหตุให้เราต้องคางเขียวอย่างงี้” หัวกลมๆที่ซบอยู่กับไหล่พยักหน้าสองทีและสายหัวอีกสองทีทำเอาลู่หานต้องขมวดคิ้วฉับ
“ผมไม่ได้โกรธเรื่องจื่อเทาแต่ผมแค่น้อยใจ” น้ำเสียงอู้อี้ของคนในอ้อมกอดตอบกลับมายิ่งทำให้ลู่หานต้องนั่งนึงว่าเมื่อกี้ไม่ชั่วโมงที่ผ่านมาเขาทำอะไรให้แบคฮยอนโกรธบ้าง
“ผมไม่ได้โกรธ แต่ผมแค่น้อยใจ ผมเจ็บแต่พี่ก็ยังไปทำท่าหัวใจกับจื่อเทา”
“แต่พี่ก็เห็นเรายอมให้คริสกอดซะแน่นทีตอนพี่เข้าไปลอบรีบเดินออก พี่ควรน้อยใจคืนบ้างมั๊ยนี่ย?” ลู่หานพูดยิ้มๆพร้อมกับยกมือขึ้นมาลูบผมอีกคนเบาๆ
“ก็พี่ทำท่าหัวใจกับจื่อเทาก่อนนี่ไม่ยอมตามผมมาด้วย ผมเลยไปฟ้องพี่คริส” แบคฮยอนผละออกจากอ้อมกอดแล้วเบะปากคว่ำมองอีกคน ก็เพราะลู่หานหน่ะแหล่ะไม่ยอมตามมาเขาเลยเดินไปฟ้องพี่คริส พี่คริสเลยดึงเข้าไปกอดปลอบ
“งั้นก็ถือว่าเจ๊ากันนะ เราน้อยใจพี่เรื่องจื่อเทา พี่ก็น้อยใจเราเรื่องคริส” ลู่หานพูดพลางหัวเราะเบาๆก่อนจะยีผมคนในอ้อมกอดเล่น
“เจ๊าบ้าอะไรหล่ะพี่ลู่หาน นี่ผมเป็นผู้เสียหายนะ ผมกอดพี่คริสพี่เจ็บตัวที่ไหน แต่พี่ทำท่าหัวใจกับจื่อเทาหน่ะผมเจ็บตัวนะ” แบคฮยอนแว๊ดขึ้นมาจนลู่หานต้องอมยิ้ม
“พี่ไม่เจ็บตัวแต่พี่เจ็บใจนะแบคฮยอน รู้มั๊ยตอนที่หันไปเห็นเราอยู่ในอ้อมกอดคนอื่นหน่ะตรงนี้มันเจบนะ” ลู่หานพูดพลางดึงมือเรียวสวยของอีกคนมาแปะไว้ตรงตำแหน่งก้อนเนื้อที่หน้าอก “รู้มั๊ยพี่อยากเข้าไปแยกแล้วมันทำไม่ได้หน่ะมันทรมาณแค่ไหน อ้อมกอดที่พี่อยากให้แบคฮยอนกอดก็มีแค่อ้อมกอดพี่คนเดียวนะรู้มั๊ย”
ลู่หานพูดจบก็ดึงคนตัวเล็กเข้ามาในอ้อมกอดพร้อมกระชับกอดแน่นก่อนจะก้มลงจูบเบาๆที่กลุ่ผมสีควันบุหรี่ที่เจ้าตัวเพิ่งย้อมใหม่ได้ไม่นาน ความอบอุ่นที่คุ้นเคยจากอ้อมกอดทำให้แบคฮยอนเลือกที่จะยกมือขึ้นมากอดตอบอีกฝ่าย ถึงแม้ลู่หานจะบอกว่าอยากให้อ้อมกอดนี้เป็นอ้อมกอดเดียวที่เขากอด แต่ในความเป็นจริงมันเป็นไปได้ซะที่ไหน
แต่แบคฮยอนกล้าบอกได้เลยว่าถึงชีวิตนี้จะเจอคนมากมายและเจอก้อมกอดมากมายขนาดไหน แต่อ้อมกอดเดียวที่แบคฮยอนชอบที่สุด ไม่ซิต้องบอกว่ารักที่สุด ก็คืออ้อมกอดจากคนๆนี้
อ้อมกอดของลู่หาน
คุยกันเถอะ : สวัสดีคะไม่เจอกันนานเลย เจอทีก็มาแบบสั้นมากกกก ๕๕๕๕๕๕๕๕ วันช็อตสั้นๆคะสาเหตุก็ไม่มีอะไรอะไรคะมาจากงานประกาศรางวัล SMA ล้วนๆ ยังไงก็ฝากวันช็อตแบบสั้นๆเรื่องนี้ไว้ในอ้อมอกอ้อมใจด้วยนะคะ เพราะมันสั้นจริงๆ = =
|

| [SF] Relaxing time |
SF : Relaxing time Couple : Kris x Suho Fandom : EXO NOTE : เหมือนชื่อฟิคจะไม่เกี่ยวกับเนื้อเรื่อง(มั้ง) 55555555555555555 อากาศเย็นสบายที่มาพร้อมกับฝนที่กำลังตกปรอยๆเป็นบรรยากาศที่ใครหลายคนปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเหมาะกับการนอนเป็นที่สุด แต่ไม่ใช่กับใครคนนึงที่ตอนนี้กำลังนั่งอ่านหนังสืออย่างขมักเขม้นเวลาจะล่วงเลยมากว่าครึ่งค่อนคืนแล้ว "จุนมยอน นอนได้แล้วมั้ง" เสียงทุ้มของเจ้าของห้องเดินมาพร้อมกับนมอุ่นๆวางลงบนโต๊ะที่คนตัวเล็กยึดพื้นที่ทั้งหมดด้วยกองหนังสือและเอกสารมากมาย "ขออีกแปปนึงนะพี่คริส" ไม่ว่าเปล่ายังหันมาทำตาปริบๆพร้อมกับเบะริมฝีปากอยากอ้อดอ้อน คนอายุมากกว่าได้แต่ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก็นี่หล่ะท่าไม้ตายประจำตัวของเด็กดื้อคิมจุนมยอน ลองมาทำท่านี้ทีไรมีหรือที่คนอย่างเขาจะปฎิเสธได้ คริสได้แต่พยักหน้าอย่างจำใจก่อนจะได้รับรอยยิ้มร่ากลับมาเป็นของตอบแทน "พี่ให้สิบนาทีนะ" พูดจบก็ไม่รอให้อีกฝ่ายได้ยื่นอุทธรณ์ คนตัวโตเดินเข้าสู่โซนห้องครัวอีกครั้งเพื่อกลับมาจัดการเก็บของให้เรียบร้อยแต่ก็ยังได้บินเสียงใสๆของคนตัวเล็กจอมดื้องุ้งงิ้งมาตามหลังว่าสิบนาทีมันจะไปพออะไร ที่จริงคริสก็เข้าใจว่าตอนนี้จุนมยอนอยู่มัธยมปลายปีสามแล้วเรื่องการอ่านหนังสือเพื่อเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัยก็ต้องค่อนข้างหนักหน่วงและที่สำคัญตอนนี้อยู่ในช่วงสอบปลายภาคของเจ้าตัวเล็กอีกต่างหาก แต่เห็นจุนมยอนหักโหมแบบนี้เขาก็อดที่จะเป็นห่วงไมได้ ไม่ใช่ไม่สนับสนุนให้จุนมยอนอ่านหนังสือสอบแต่อ่านแบบไม่รู้จักผ่อนคลายแบบนี้มันจะส่งผลเสียต่อสุขภาพเอาซะเปล่าๆ คนตัวสูงเดินมานั่งขอบเตียงมองคนตัวเล็กที่ยังคงตั้งใจอ่านหนังสืออยู่ ที่จริงมันเลยสิบนาทีมานานแล้วถ้าจะให้เขาเดามันคงเลยมาราวๆยี่สิบนาทีแล้ว ก็อยากจะบังคับจุนมยอนให้มากกว่านี้นะแต่ในเมื่อพรุ่งนี้คนตัวเล็กสอบตัวสุดท้ายแล้วก็เปิดโอกาสให้จุนมยอนได้เต็มที่กับมันซักหน่อยแล้วกันเพราะถ้าจุนมยอนรู้สึกว่าตัวเองเต็มที่แล้วแต่ถ้ายังไม่น่าพอใจอย่างน้อยคนตัวเล็กก็จะได้ไม่ต้องมานั่งบ่นว่าน่าจะทำให้ดีกว่านี้หรือน่าจะอ่านให้มากกว่านี้ 03:45น. เกือบตีสี่แล้วที่คริสนั่งมองจุนมยอนฟุบลงไปกับโต๊ะเขียนหนังสือ ใจจริงเขาอยากจะลุกไปเรียกให้อีกฝ่ายมานอนดีๆนะแต่คริสรู้ถ้าจุนมยอนลืมตาขึ้นมาเพราะเสียงเรียกของเขาจุนมยอนจะต้องลุกมาอ่านหนังสือต่อแน่ คนตัวสูงเลยเลือกที่จะอุ้มจุนมยอนแนบอกก่อนจะวางลงบนเตียงเบาๆเพื่อให้รบกวนการนอนของจุนมยอนให้น้อยที่สุดก่อนจะปิดไฟแล้วเดิมอ้อมมานอนข้างๆคนตัวเล็ก มือหน้าเอื้อมไปลูบผมสีดำเงาของอีกคนอย่างเบามือก่อนจะประทับริมฝีปากลงบนหน้าผากเนียนเพื่อเป็นการส่งคนตัวเล็กเข้าสู่ห้วงนิทรา "พี่คริส!! ทำไมเมื่อคืนไม่ปลุกผมหล่ะผมหลับไปตอนไหนเนี่ย" เสียงตะโกนเรียกชื่อคนตัวสูงเจ้าของห้องดังลั่นแต่เช้า ซึ่งก็ไม่ผิดจากคาดของคริสนักหรอกเพราะเขากล้าทำการอุกอาจลักพาตัวจุนมยอนจากโต๊ะอ่านหนังสือไปนอนที่เตียงแบบนั้นถ้าจุนมยอนไม่โวยวายหน่ะซิแปลก "ก็พี่เห็นเราหลับ ลุกไปอาบน้ำได้แล้วจุนมยอนเดี๋ยวไปสอบสายนะ" คริสเดินออกมาจากโซนห้องครัวพร้อมกับขนมปังปิ้งทาแยมส้มสามแผ่นพร้อมกับโกโกร้อนวางมันไว้บนโต๊ะเขียนหนังสือก่อนจะเดินไปหอมแก้มนุ่มฟอดใหญ่ แต่ก็ได้รับแต่อาการเบะปากพร้อมกับการสะบัดหน้าหนีเดินเข้าห้องน้ำด้วยอาการงอนตุ๊บป่องของคนตัวเล็ก คริสส่ายหัวเบาๆพร้อมรอยยิ้ม เขาไม่ได้รู้สึกเหนื่อยหรือระอาในความดื้อของจุนมยอนแต่เขาแค่กำลังรู้สึกเอ็นดูในการกระทำแบบเด็กๆของจุนมยอนมากกว่า นี่หน่ะหรอคนที่ขอที่บ้านมานอนกับเขาโดยให้เหตุผลว่าถ้าอยากติดมหาวิทยาลัยเดียวกับพี่คริสให้ได้ก็ต้องมาทดลองใช้ชีวิตอยู่กับพี่คริสให้ชินซะก่อน ครั้งแรกที่ได้ยินเหตุผลคริสไม่รู้จะขำหรือจะทึ่งในเหตุผลนั้นดี แล้วที่ยิ่งไปกว่านั้นเหตุผลแบบเด็กดิ้อของจุนมยอนยังสามารถฝ่าด่านของที่บ้านมาได้ เพราะงั้นเลยไม่มีเหตุผลอะไรที่คริสจะต้องปฏิเสธเพราะรู้ดีถึงปฏฺิเสธไปถ้าเขาเจอไม่ตายของเด็กน้อยมัธยมปลายปีสุดท้ายคนนี้ไปเขาก็ต้องยอมอยู่ดี สุดท้ายคริสเลยได้มีรูมเมทตัวเล็กที่ยังไม่จบมัธยมปลายมาไว้ในครอบครอง เสียงเดินตึงตังและกลิ่นสบู่กับกลิ่นยาสระผมหอมฟุ้งลอยมาปะทะจมูกจนคริสต้องหันไปมอง ใบหน้าน่ารักยังคงแสดงอาการงอนตุ๊บป่องจนคริสต้องดึงอีกคนมานั่งตัก ถึงแม้จะจุนมยอนจะทำท่าฮึดฮาแต่สุดท้ายก็ยอมนั่งนิ่งๆเมื่อคริสเริ่มใช้ผ้าเช็ดตัวผืนเล็กมาซับน้ำที่เส้นผมนุ่ม เมื่อไม่ต้องเช็ดผมเองเพราะมีเครื่องเช็ดผมส่วนตัวจุนมยอนก็จัดการกับอาหารเช้าตรงหน้าถึงมันจะเป็นแค่อาหารง่ายๆอย่างขนมปังปิ้งแต่คนตัวเล็กรู้ดีว่าคริสก็ตั้งใจทำมันเพื่อเขา แค่ไม่นานขนมปังปิ้งสามชิ้นก็ลงไปนอนอยู่ในกะเพาะน้อยๆเป็นที่เรียบร้อยและแค่สามชิ้นสำหรับจุนมยอนก็ถือว่ากำลังดีเพราะมันไม่อิ่มเกินไป ออดี้สีขาวจอดเทียบข้างประตูโรงเรียนเอกชนชื่อดังซึ่งมันเป็นปกติจนนักเรียนในโรงเรียนและคนรอบๆบริเวณเลิกที่จะตื่นเต้นที่เห็นรถหรูมาจอดบริเวณโรงเรียน เพราะภาพแบบนี้เขาเห็นมาร่วมสามปีได้แล้ว "สอบเสร็จแล้วโทรหาพี่นะเดี๋ยวพี่มารับ" คริสเอื้อมมือไปลูบกลุ่มเส้นผมนิ่มที่เขาเป็นคนเช็ดมันจนแห้งเมื่อเช้านี้ "อื้อ" คนตัวเล็กตอบรับในลำคอทั้งที่ยังช้อนตามองอีกคน ไม่ได้มองแบบอ้อนๆแต่กำลังมองแบบไม่มั่นใจในตัวเองมากกว่า คริสยิ้มให้กับภาพนั้นก่อนจะก้มลงจูบเบาๆที่ริมฝีปากแดง "ทำให้เต็มที่นะครับพี่เชื่อว่าเราทำได้" พูดจบก็ลูบผมนุ่มให้กำลังใจก่อนจะบีบมือขาวเบาๆเพื่อยืนยันว่าตัวเองจะคอยอยู่เป็นกำลังใจให้ คริสส่งยิ้มบางๆให้จุนมยอนก่อนที่คนตัวเล็กจะกระชับกระเป๋าแล้วเปิดประตูลงจากลงจากรถไป คนตัวสูงมีเป้าหมายของวันนี้ไม่ใช่มหาวิทยาลัยที่อยู่อีกทางหนึ่งของโรงเรียนนี้แต่เป็นห้างสรรพสินค้าใกล้ๆกับบ้านของจุนมยอน คริสเดินเข็นรถเข็นไปตามโซนที่เป็นของสด จะให้พูดตรงๆเรื่องของการเลือกซื้อผักสดหรือเครื่องปรุงสำหรับทำอาหารไม่ใช่งานถนัดของเขาเลย ตั้งแต่ย้ายออกมาอยู่หอถึงจะมีโอกาสได้ทำอาการกินเองที่ห้องแต่มันก็แค่อาหารง่ายๆอย่างเช่นมาม่าต้มหรือขนมปังปิ้ง อะไรที่ต้องใช้กำลังภายในในการทำเยอะๆอย่างเช่นทอดเบค่อนก็ฝันไปเถอะว่าคริสจะทำ แต่ก็ใช่ว่าคริสจะกินแต่อาหารกล่องเพราะตั้งแต่จุนมยอนย้ายมาอยู่ด้วยคนตัวเล็กก็สวมบทเป็นทั้งรูมเมท แม่ครัว และคนรัก "สวัสดีครับ คุณแม่ครับนี่คริสนะครับ" เมื่อพยายามด้วยตัวเองไม่ได้คุณแม่ของอีกฝ่ายจึงเป็นทางเลือกที่หนึ่งที่ถูกหยิบขึ้นมา "คือผมจะซื้อของไปทำอาหารฉลองให้จุนมยอนเพราะวันนี้วันสอบวันสุดท้ายแต่ผมยังไม่รู้จะต้องซื้ออะไรบ้าง" เสียงทุ้มกรอกตามสายอย่าประหม่าแล้วก็ต้องรู้สึกเก้อเมื่อได้ยินเสียงหัวเราะเบาๆลอยมาตามสาย คริสเดินเลือกอาหารสดไปตามที่คนในสายบอก เมื่อได้ของครบตามที่ต้องการแล้วสถานที่สุดท้ายที่คริสเลือกจะไปก็คงไม่พ้นร้านเค้กร้านโปรดของคนตัวเล็กซึ่งมันอยู่คนละทางกับทางกลับบ้าน แต่ดูจากเวลาแล้วยังไงซะก็มีเวลาเหลือเฟือเพราะจากการคาดเดาเขาคิดว่าจุนมยอนน่าจะสอบเสร็จเกือบๆสี่โมงเย็นและตอนนี้เพิ่งจะสิบเอ็ดโมงเช้า คริสเลือกเค้กรสโปรดของจุนมยอนซึ่งไม่ต้องคิดให้นานเค้กรสชาเขียวก็ถูกจัดลงกล่องอย่างสวยงาม คนตัวสูงรับมาพร้อมกับโค้งขอบคุณพนักงาน และสถานที่สุดท้ายของวันนี้สำหรับคริสก็คงไม่พ้นบ้านของคนตัวเล็ก "สวัสดีครับคุณแม่" คริสโค้งให้กับเจ้าของบ้านอย่างมีมารยาทและก็ได้รอยยิ้มเอ็นดูตอบกลับมา คุณนายคิมรู้สึกไม่ผิดหวังในตัวคริสแม้แต่น้อยเพราะตั้งแต่ลูกชายคนเดียวเดินมาบอกว่าคบอยู่กับคริสซึ่งตอนนั้นยังเป็นแค่รุ่นพี่ในโรงเรียนมัธยมจนตอนนี้ผ่านมาสามปีคริสก็ยังคงปฏิบัติต่อลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของตัวเองอย่างคงเส้นคงวา จนตัวเองวางใจให้ลูกชายจอมดื้อไปนอนค้างที่หอพักของคริส วันนี้คริสขออนุญาตคุณนายคิมเพื่อมาใช้ครัวของบ้านตระกูลคิมทำอาหารเพราะรู้สึกว่าถ้าทำให้ห้องพักของตัวเองคงได้มีการระเบิดหอพักแน่ และอีกเหตุผลหนึ่งที่เลือกมาใช้ครัวของบ้านตระกูลคิมเพราะอย่างน้อยเขาจะได้มั่นใจได้ว่าอาหารมื้อนี้จะกินได้ไม่ท้องเสียเพราะมีคุณนายคิมคอยเป็นพรายกระซิบบอกเคล็ดลับการทำให้ อาหารทุกอย่างถูกลำเลียงตั้งบนโต๊ะอย่างสวยงามและแน่นอนว่าทั้งหมดเป็นฝีมือของคริสทั้งหมด เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยคราวนี้ก็เหลือแค่รอเวลาไปรับเด็กดื้อกลับจากโรงเรียน นาฬิกาเรือนสวยบนผนังบ้านบอกเวลาว่าอีกไม่กี่นาทีคนตัวเล็กก็น่าจะเลิกเรียน คริสเดินถือกุญแจรถออกมาแล้วยังไม่วายหันไปขอความร่วมมือคุณแม่เล็กน้อยกับการจัดเซอร์ไพร์สให้แฟนตัวเล็ก รถยนต์คันหรูจอดลงที่จุดเดิมพร้อมๆกับมือถือที่ดังขึ้น ไม่ต้องดูก็รู้ว่าใครโทรมา คริสรับสายพร้อมกับกรอกเสียงตามสายไปสองสามคำก่อนที่อีกฝ่ายจะตัดสาย และไม่นานร่างเล็กๆก็เปิดประตูมานั่งจุ้มปุ๊กเป็นตุ๊กตาหน้ารถพร้อมกับริมฝีปากแดงที่เบะคว่ำ "เป็นอะไรครับจุนมยอน" คริสพูดกับลูบกลุ่มผมนุ่มเบาๆ "ผมกลัวคะแนนออกมาไม่ดีจัง ผมออกจากห้องสอบได้ยินเพื่อนคุยกันคำตอบไม่เห็นตรงกับผมซักผม" น้ำเสียงงุ้งงิ้งพร้อมกับริมฝีปากที่เบะค่ำยิ่งกว่าเดิม ทำเอาคริสต้องวาดแขนโอบอีกคนหลวมๆ "อย่าคิดมากซิครับบางทีไอ้ที่เราคิดว่าไม่ตรงกับคนอื่นเราอาจจะถูกก็ได้นะ" จุนมยอนหันมามองหน้าอีกคนพร้อมถอนหายใจเบาๆก่อนจะพยักหน้าเข้าใจ "แล้ววันนี้เราไม่กลับหอพี่คริสหรอครับ?" คนตัวเล็กหันมาถามอีกคนตาแป๋วเมื่อทางที่คนตัวสูงพาไปมันไม่ใช่ทางกลับหอของอีกคนแต่มันเป็นทางกลับบ้านของตัวเองต่างหาก "ไม่ครับ วันนี้พี่จะไปนอนค้างบ้านเราเพราะคุณแม่เราบ่นว่าอยากเจอลูกชาย" คริสหันมายิ้มให้ก่อนจะหันกลับไปมองทาง จุนมยอนไม่ได้ว่าอะไรเพียงแต่พยักหน้าเข้าใจก่อนจะเอนตัวลงกับเบาะแล้วหลับตา ยังไงก็ขอพักซักนิดก็แล้วกันกว่าจะถึงบ้านก็อีกตั้งยี่สิบนาที "จุนมยอนครับถึงบ้านแล้ว" มือหนาเขย่าเบาๆที่ไหล่เล็กก่อนที่เปลือกตาบางจะกระพริบถี่ คนตัวเล็กเดินขยี้ตาลงจากรถโดยไม่ต้องปลดเบลล์หรือเปิดประตูเพราะหน้าที่นั้นคนที่เป็นทั้งสารถีและคนรักทำให้เรียบร้อยแล้ว "แล้วคุณแม่ไปไหนหล่ะครับไหนบอกว่าอยากเจอผม" น้ำเสียงุ้งงิ้งที่ยังยื่นไม่เต็มตาของจุนมยอนถามขึ้นพลางช้อนตามองอีกฝ่าย ถ้าไม่ติดว่าต้องอยู่ในสายตาของคุณนายคิมที่แอบอยู่ซักที่ไหนของบ้านคริสกล้าสาบานว่าเขาคงจูบปลุกคนตัวเล็กแน่ๆ "ไม่รู้ซิครับ เดี๋ยวคงมามั้ง" คนตัวสูงไหวไหล่ก่อนจะเดินเอากระเป๋านักเรียนของคุณหนูแห่งตระกูลคิมไปวางบนโซฟา "หิวหรือยังครับจุนมยอน" แล้วก็ได้รับการพยักหน้าหงึกหงัก คริสก้มลงหอมแก้มนุ่มฟอดใหญ่ก่อนจะจูงมือคนตัวเล็กให้เดินไปที่โต๊ะอาหาร "โอ้โห พี่คริสทำเองหรอครับ?" น้ำเสียงตื่นเต้นพร้อมกับดวงตาคู่กลมที่โตขึ้น บ่งบอกได้อย่างดีว่าคนตัวเล็กตกใจแค่ไหน ใจนึงก็ไม่อยากจะเชื่อว่าคนอย่างคริสจะทำกับข้าวเป็น แต่พอเห็นอีกคนพยักหน้ายิ้มๆถ้ามองไม่ผิดเหมือนคริสกำลังเขินอยู่หน่อยๆก็ต้องยิ้มกว้าง "ขอบคุณนะครับ" ตลอดมื้ออาหารที่มีเสียงเจื้อยแจ้วของจุนมยอนตลอดมื้ออาหารเป็นบรรยากาศที่คริสรู้สึกว่ามันหายไปนานแล้วอย่างน้อยก็สองเดือนตั้งแต่ที่เจ้าตัวเล็กหันมาอ่านหนังสืออย่างจริงจังนั่นแหล่ะ พอมาเห็นแบบนี้แล้วคริสก็อดที่จะยิ้มตามไม่ได้ จุนมยอนคือคนที่ทำให้ชีวิตของคริสมีสีสัน และสิ่งสุดท้ายที่ทำให้คนตัวเล็กต้องร้องออกมาอย่างดีใจก็คือเค้กชาเขียวที่เขาเป็นคนเลือกมาให้ ท่าทางการกินเค้กชาเขียวพร้อมรอยยิ้มและท่าทางมีความสุขทำให้คริสอดที่จะยิ้มตามไม่ได้ จุนมยอนของเขาคือความสดใส ดวงดาวที่ระยิบระยับอยู่บนท้องฟ้าใครหลายๆคนคงไม่ปฏิเสธว่ามันสวยงามมากเพราะหาได้ยากในย่านเมืองหลวง คริสก็ไม่ขอปฏิเสธเหมือนกันเพราะเขารู้สึกว่ามันสวยมากสวยกว่าวันธรรมดาทั่วๆไปเมื่อนั่งดูกับคนตัวเล็กที่นั่งอยู่ในอ้อมกอด "ดาวสวยเนอะพี่คริส" น้ำเสียงหวานของคนในอ้อมกอดเรียกให้คริสต้องก้มลงไปหอมแก้มนุ่มเบาๆ "อื้อสวย สวยเพราะดูกับจุนมยอน" "เสี่ยว" ถึงปากจะว่าอีกคนเสี่ยว แต่แก้มขาวที่ขึ้นสีระเรื่อที่มองเห็นได้ในแสงจันทร์ก็ทำเอาคริสต้องก้มลงไปหอมแก้มแดงๆนั่นอีกฟอดใหญ่ "จุนมยอนครับ" น้ำเสียงของคริสที่จริงจังขึ้นทำให้จุนมยอนต้องหันไปมอง "พี่รู้นะว่าเราอยากเข้าที่เดียวกับพี่ให้ได้เราเลยอ่านหนังสือเยอะขนาดนี้ แต่พี่ก็เป็นห่วงเรามากนะ รู้หรือเปล่าว่าช่วงนี้เสียงหัวเราะของเราน้อยลงแล้วรู้มั๊ยมันทำให้ชีวิตพี่มีสีสันน้อยลงไปเยอะเลยนะครับ อย่าลืมซิว่าชีวิตของพี่อยู่ได้ด้วยเสียงหัวเราะรอยยิ้มและความรักของจุนมยอนนะครับ" คำพูดที่เปล่งออกมาด้วยน้ำเสียงนุ่มทุ้มของอีกคนทำเอาจุนมยอนต้องหน้าแดงอีกครั้ง ลองมาคิดดูดีๆมันก็จริงอย่างที่พี่คริสว่าเพราะเขาแทบไม่ค่อยได้ออกไปเที่ยวไหนกับคริสเลยเพราะอยากจะสอบติดที่เดียวกับคริสเลยทำให้เขาอ่านแต่หนังสือจนเกือบจะลืมอะไรบางอย่างไป "ผมขอโทษครับ" คำขอโทษแผ่วเบาที่เอ่ยออกมาของจุนมยอนแต่คริสได้ยินมันชัดเจนจนต้องก้มลงจูบเบาๆที่ริมฝีปากแดงระเรื่อเพราะไม่อยากให้จุนมยอนคิดมาก "ไม่ต้องขอโทษหรอกครับ พี่รู้ว่าเราอยากเข้ามากแค่ไหนแต่พี่ก็เป็นห่วงเรา พี่จะไม่ห้ามให้เราอ่านหนังสือแต่พี่อยากขอให้เราหาเวลาพักผ่อนบ้าง ไม่ใช่เพื่อให้พี่ได้มีเวลาอยู่กับเราแต่เพื่อให้เราได้มีเวลาว่างมาอ้อนพี่ต่างหาก" คำพูดที่ความหมายไม่ต่างกันของคริสทำเอาจุนมยอนต้องหัวเราะออกมา ก่อนที่คนตัวเล็กจะยื่นนิ้วก้อยออกมาตรงหน้าคนตัวสูง "สัญญาครับว่าผมจะไม่หักโหม ไม่ใช่เพื่อให้พี่ได้มีเวลาอยู่กับผมแต่เพื่อให้ผมได้มีเวลาอ้อนพี่" น้ำเสียงทะเล้นของจุนมยอนทำเอาคริสต้องหัวเราะออกมาเบาๆก่อนจะก้มลงจูบเบาๆที่ริมฝีปากแดง ในชีวิตคนเรามีไม่กี่ครั้งหรอกที่จะต้องจริงจังเพื่ออะไรซักอย่าง และสำหรับจุนมยอนตอนนี้แล้วสิ่งที่เลือกจะจริงจังของเขาก็คงมีแค่เรื่องที่เกี่ยวกับคริส แต่จุนมยอนรู้สึกว่าเขาอาจจะโชคดีกว่าใครเพราะสิ่งที่ทำให้เขาเลือกจะจริงจังนั้นก็คือสิ่งที่คอยเป็นกำลังใจและคอยอยู่ข้างๆเขาเสมอ บางทีเขาก็รู้สึกว่าเขาโชคดีเหลือเกินที่ได้คบกับผู้ชายคนนี้ ผู้ชายที่ชื่อ 'คริส'
คุยกันเถอะ : สวัสดีคะวันนี้มาพร้อมกับฟิคให้กำลังใจเด็กเอ็นท์ทุกคน
|

| [SF] I’m just a little guy |
SF : I’m just a little guy Couple : Kris x Suho Fandom : EXO Note : มีสองเวอร์ชั่นนะคะคริสโฮกับลู่แบค คนละเนื้อหาแต่มันเชื่อมโยงกัน หมายความว่าอ่านเวอร์ชั่นใดเวอร์ชั่นหนึ่งก็รู้เรื่อง แต่ถ้าอ่านสองเวอร์ชั่นก็อินกว่าเดิม กิกิ(?)
ผมก็แค่ผู้ชายคนนึง ผู้ชายตัวเล็กๆที่ไม่มีอะไรเด่นเลยในตัวเอง และทุกครั้งผมก็จะรู้สึกว่าตัวเองตัวเล็กลงกว่าเดิมทุกครั้งที่ต้องเจอกับใครคนนั้น ใครที่เปรียบเสมือนดวงจันทร์ ถ้าถามว่าทำไมถึงบอกว่าเขาเป็นดวงจันทร์ เพราะ คริส คือผู้ชายที่อยู่ท่ามกลางผู้คน ไม่ต่างกับดวงจันทร์ที่มีดวงดาวมากมายล้อมรอบ และผมก็เป็นหนึ่งในนั้น ถ้าจะให้เปรียบเทียบจริงๆถ้าคริสเป็นดวงจันทร์บริวารของลูก ผมว่าผมอาจจะเป็นดาวพลูโตก็ได้มั้ง เพราะมันทั้งอยู่ไกลและไม่มีแสงในตัวเองเหมือนกับผมเลย...
บรรยากาศวุ่นวายยามเช้าคงถือเป็นเรื่องปกติของทุกคนบนโลกนี้เพราะฉะนั้นการที่ห้องเรียนจะวุ่นวายยามเช้ามันก็ย่อมถือเป็นเรื่องปกติ เสียงโหวกเหวกโวยวายก็ไม่ได้ทำให้ใครบางคนที่ก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสืออยู่แถวหน้าสุดของห้องเลคเชอร์ที่สามารจุคนได้ถึงสองร้อยคนหันไปสนใจ และแน่นอนว่าไม่มีใครอยากจะรบกวนเวลาอ่านหนังสือหรือทบทวนการบ้านของคนที่กำลังก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสือเท่าไหร่ ก็แน่หล่ะถ้าต้นฉบับของคลาสเสียสมาธิแล้วไม่สามารถเป็นต้นฉบับได้ก็คงจะซวยกันยกคลาส
คิมจุนมยอน หรือคนที่เกือบทั้งคลาสพร้อมใจกันเรียกว่าเด็กเคร่ง จริงๆเขาก็ไม่ใช่เด็กเคร่งคงแก่เรียนอะไรเหมือนที่ทุกคนเรียกกันหรอก เขาแค่แบ่งเวลาเป็นว่าเวลาไหนควรทำอะไร แล้วตอนนี้อยู่ในห้องเรียนก็ควรจะใส่ใจกับเวลาเรียนให้มากที่สุดซิเพื่อที่จะเอาเวลานอกห้องเรียนไปทำอย่างอื่นได้เต็มที่จะได้ไม่ต้องมานั่งทำการบ้านหรืออ่านหนังสือให้เบียดเบียนเวลานอกห้องเรียนเยอะเกินไปก็แค่นั้น
“จุนมยอนอ่า” เสียงเรียกที่มาพร้อมกับเสียงกุกกักๆของเก้าอี้ข้างๆทำให้คนที่กำลังสนใจตัวอักษรของหนังสือเล่มหนาที่เพิ่งยืมมาจากห้องสมุดต้องเงยมามองหน้า
“ว่า” เมื่อเห็นเพื่อนหน้าหวานแต่จิตใจตรงข้ามกับใบหน้าสิ้นเชิงนั่งทำหน้าหมดอาลัยตายอยากก็ต้องเอ่ยปากถามไป เอาจริงๆถึงหลายๆคนจะมองว่าเขาพูดน้อยแต่ก็บอกแล้วว่าเขาไม่ได้เป็นเหมือนที่ทุกคนคิดซักหน่อย เขาแค่เลือกที่จะพูดหรือคุยกับใครเอง ไม่ใช่ว่าหยิ่งหรืออะไร แต่แค่บางทีรู้จักคนเยอะไปมันก็น่ารำคาญ
“เมื่อวานน้องแบคฮยอนมีคนมารับกลับบ้านด้วยแถมขับรถสปอร์ตด้วยเอาซะฉันไม่กล้าเอาน้องเขียวไปเทียบเลย” พูดจบก็คว่ำหน้าคร่ำครวญลงกับโต๊ะ
“ปัญญาอ่อนน่าลู่หาน” พูดจบก็ไม่ฟังเสียงอุทธรณ์ของเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวแล้วหันไปสนใจหนังสือตรงหน้าต่อ
นี่คือหนึ่งเหตุผลที่จุนมยอนไม่อยากจะรู้จักคนเยอะไป แค่มีลู่หานคนเดียวเป็นเพื่อนมาตั้งแต่ม.ปลายจนตอนนี้ปีสองก็ปวดหัวจะแย่ วันๆไม่ทำอะไรนอกจากเพ้อเจ้อ จนจุนมยอนคิดไม่ได้ถ้าว่าหากต้องรู้จักคนมากมายแล้วต้องเจอคนอย่างลู่หานอีกซักคนเขาคงได้เช็คประสาทไม่วันใดก็วันหนึ่งแน่ๆ
เหตุการณ์ในห้องเรียนเหมือนจะปกติทุกอย่างจนกระทั่งอาจารย์ประจำวิชาเห็นใจนักศึกษาทั้งหลายปล่อยให้พักเบรกสิบนาทีความวุ่นวายก็มาเยือนห้องอีกรอบ เพราะทันทีที่สิ้นเสียงคำว่าเบรกสิบนาทีของอาจารย์เสียงจ๊อกแจ๊กของดังเหมือนผึ้งแตกหลังเพราะอาจารย์เดินแกไปทำธุระข้างนอก เพราะฉะนั้นนักศึกษาทั้งหลายจึงไม่คิดจะเกรงใจใครเดินไปโต๊ะนั้นโต๊ะนี้หรือแม้กระทั่งเดินเข้าออกห้องเรียนกันเป็นว่าเล่น
เอาเข้าจริงๆจุนมยอนก็ไม่สนใจหรอกนะว่าใครจะเข้ามาใครจะออกไปจนกระทั่งเกือบหมดเวลาพักเบรก ร่างสูงๆของคนที่เดินเข้ามาทางประตูหน้าและเดินผ่านหน้าเขาไปนั่นแหล่ะที่ทำใครสมาธิในการอ่านหนังสือสะดุด ช่วงขายาวในกางเกงสแลคสีดำที่ช่วงบนสวมเสื้อนักศึกษาแขนยาวสีขาวที่พับจนมาเกือบถึงข้อศอกเดินผ่านหน้าไปต่อให้ไม่ต้องมองหน้าจุนมยอนก็พอจะรู้ว่าคนๆนั้นคือใคร
มือขาวปิดหนังสือที่กำลังอ่านอยู่ลงเมื่ออาจารย์เข้ามาในห้องและเริ่มทำการเช็คชื่อ ปกติแล้ววิชานี้จะให้เซ็นชื่อในช่วงก่อนเบรกและเช็คชื่อหลังจากเบรก เพราะงั้นจุนมยอนเลยไม่ค่อยแปลกใจเท่าไหร่ที่จะเห็นเจ้าของช่วงขายาวเข้ามาหลังเบรกซึ่งมันกินเวลาของคายเรียนไปแล้วว่าครึ่ง แล้วเจ้าตัวมักจะให้เหตุผลว่าที่ไม่ได้เซ็นต์ชื่อเพราะเพื่อนไม่ส่งให้เซ็นต์หรือไม่ก็ไม่รู้ว่าเซ็นต์ตอนไหน
พักกลางวันเวลาที่นักศึกษาเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์โหยหา แน่นอนว่าจุนมยอนก็คือหนึ่งในนั้น คนตัวขาวเดินเข้าโรงอาหารมาพร้อมกับเพื่อนหน้าหวานที่มีดีกรีเป็นถึงนักฟุตบอลตัวโรงเรียน ภาพปกติที่ใครก็สามารถพบได้จนกลายเป็นสิ่งที่ปิดปกติถ้าวันใดวันนึงเห็นแค่ใครคนนึงเดินมาเพียงคนเดียว ดวงตาคู่กลมสอดส่ายหาที่นั่งว่างก่อนจะตรงดิ่งไปยังที่นั่งว่างๆที่มีจานอาหารที่อิ่มแล้วถูกทิ้งไว้พร้อมขวดน้ำซากสองสามขวด
“ทำไมคนเรานิสัยแย่กันขนาดนี้นะ” ริมฝีปากแดงบ่นอย่างเอือมๆพร้อมกับส่ายหน้า ในขณะที่มือขาวก็หยิบจานขาวพร้อมซากขวดน้ำเอาไปทิ้ง
“จุนมยอนกินไรอ่ะเดี๋ยวไปซื้อให้ นายนั่งเฝ้าโต๊ะไปเหอะ”
“เอาอะไรก็เอามาเหอะ ร้านไหนคนน้อยก็ร้านนั้นแหล่ะ” ลู่หานพยักหน้างึกงักก่อนจะเดินไปซื้ออาหารให้จุนมยอนนั่งเฝ้าโต๊ะไป และแน่นอนว่างานอดิเรกของจุนมยอนก็ไม่พ้นอ่านหนังสือเล่นฆ่าเวลา เพราะเขาไม่ใช่คนติดมือถือเลยไม่รู้จะเอามันออกมาเล่นอะไรสุดท้ายเลยต้องนั่งอ่านหนังสือฆ่าเวลา
“อ้าวทำไมมาเร็วจังหล่ะลู่หาน” เมื่อรู้สึกว่ามีคนมานั่งลงตรงข้าม เสียงหวานเลยเอ่ยถามโดยที่ยังไม่งยหน้าขึ้นจากหนังสือ แต่จนแล้วจนรอดเพื่อนจองเพ้อเจ้อก็ไม่ยอมตอบอะไรสุดท้ายจุนมยอนเลยเลือกที่จะปิดหนังสือแล้วเงยหน้ามองเพื่อน
“ฉันเห็นนายนั่งอยู่คนเดียวเลยจะมาขอนั่งด้วย พอดีโต๊ะอื่นเต็มหมดแล้ว” น้ำเสียงทุ้มที่เอ่ยออกมาทำให้จุนมยอนได้แต่กระพริบตาปริบๆ ลมหายใจสะดุดเพื่อรู้ว่าคนตรงหน้าเป็นใคร “ถ้านายไม่สะดวกฉันไม่รบกวนก็ได้นะ”
“นะ นั่งซิ แต่เพื่อนฉันจะมานั่งด้วยอีกคนนึงนะ” พูดจบก็ก้มหน้าลงเปิดหนังสือออกมาอ่านต่อ แต่ใช่ว่าจะอ่านรู้เรื่อง คนตัวขาวเลือกที่จะใช้หนังสือมาเป็นเกราะป้องกันการต้องมองหน้าคนที่ตอนนี้เขยิบตัวออกจากตรงหน้าเขาแล้ว
“มาแล้วๆ ข้าวของจุนมยอนมาแล้ว” ลู่หานวางจานข้าวของเพื่อนตัวขาวลงก่อนจะนั่งลงตรงข้ามเพื่อนตัวขาวที่ตอนนี้ยังคงก้มหน้าอย่างหนังสืออย่างเอาเป็นเอาตาย “จุนมยอนกินข้าวดิ อยากอ่านหนังสือค่อยกลับไปอ่านบ้าน”
“อ้าวว ทำไมไม่บอกวะว่าจะมีนักบาสมาร่วมโต๊ะด้วยฉันจะได้ไปนั่งกินที่อื่น” ยังไม่ทันที่จะได้เถียงเพื่อนสนิทคนตนเรื่องก็ทำให้จุนมยอนต้องรีบก้มหน้าก้มตากินข้าวเพราะไม่อยากมองหน้าใครอีกคนที่เพิ่งมาถึงโต๊ะพร้อมกับจานข้าวในมือ
จุนมยอนรู้ว่าที่ลู่หานพูดเมื่อกี้ไม่ใช่การประชดหรือการแซวแต่เป็นการแสดงออกของสิ่งที่เรียกว่าไม่ถูกกันต่างหาก ในเมื่อลู่หานอยู่ชมรมฟุตบอลและคริสอยู่ชมรมบาส ซึ่งทั้งสองชมรมไม่ถูกกันและเขาก็ไม่เข้าใจว่าทำไมเหตุผลในการไม่ถูกกันมันช่างไม่มีน้ำหนักเอาซะเลย ‘เพราะนักบาสมันขี้เก๊ก’ เหตุผลง่ายๆที่ลู่หานเคยให้ไว้ เขาเคยถามนะว่ามันไม่มีเหตุผลที่ดีกว่านี้แล้วหรือไงในเมื่อเป็นนักกีฬาเหมือนกันแท้ๆ แต่ลู่หานก็บอกว่ามันเป็นเรื่องของศักดิ์ศรี บางทีจุนมยอนก็คิดว่าเขาโชคดีแล้วที่ไม่ชอบเล่นกีฬา
คาบบ่ายทั้งจุนมยอนและลู่หานไม่มีเรียนรวมไปถึงเพื่อนร่วมสาขาบางคนด้วยเพราะฉะนั้นเวลาช่วงบ่ายเลยกลายเป็นเวลาอิสระ ซึ่งจุนมยอนคิดว่ามันไม่เชิงเวลาอิสระเท่าไหร่ในเมื่อเขาโดนลู่หานลากมาที่ชมรมฟุตบอล อีกหนึ่งเหตุผลที่จุนมยอนยังไม่เข้าใจว่าทำไมชมรมบาสกับฟุตบอลต้องไม่ถูกกันทั้งๆที่ห้องชมรมอยู่ข้างๆกัน สุดท้ายเมื่อทำอะไรไม่ได้เขาก็ต้องมานั่งอ่านหนังสือเล่นตากแอร์อยู่ในชมรมฟุตบอลจนตอนเย็น และแทนที่จะได้กลับบ้านลู่หานก็ลากเขาไปดูตัวเองซ้อมบอลอีกต่างหาก ตอนแรกก็ไม่เข้าใจว่าทำไมแต่พอเห็นใครอีกคนที่นั่งอยู่ฝั่งอัฒจรรย์ติดสนามบาสก็แทบร้องอ๋อ เอาเขามาเพื่อคอยระบายความฟินยามที่น้องแบคฮยอนยิ้มซึ่งไม่ได้ยิ้มให้ลู่หานเลยแม้แต่น้อย
เวลาผ่านไปนานแค่ไหนไม่รู้ หรือลู่หานจะยิงไปกี่ประตูจุนมยอนก็ไม่ได้สนใจ หนังสือยังคงกางอยู่บนตัก แต่ดวงตาคู่กลมไม่ได้มองอยู่ที่หนังสือเหมือนอย่างทุกที แต่จุดโฟกัสมันอยู่ที่สนามบาสเอาท์ดอร์ที่อยู่ติดกับสนามฟุตบอลนี่ต่างหาก ริมฝีปากสีเชอร์รี่ยกยิ้มนิดๆทุกครั้งยามที่กำดับชมรมบาสชู๊ตทำแต้ม และดวงตาคู่กลมก็วูบไหวทุกครั้งที่เห็นกัปตันชมรมบาสต้องเข้าปะทะกับอีกฝ่ายแรงๆ เสียงเชียร์และเสียงกรี๊ดของคนที่นั่งให้กำลังใจกัปตันทีมบาสคอยเตือนให้จุนมยอนรู้ว่าสิ่งที่เขาทำได้มากที่สุดคือส่งกำลังใจไปให้ห่างๆแม้อีกฝ่ายจะไม่รับรู้ก็ตาม น้ำหนักที่กดทับช่วงไหล่เรียกสายตาคู่กลมให้กันไปมอง ลู่หานนั่งหันหลังพิงไหล่เขาอยู่พร้อมกระดกน้ำเกลือแร่ อาการหอบหายใจและกระไอตัวร้อนบ่งบอกให้รู้ว่าเพื่อนเขาเพิ่งวิ่งขึ้นมาจกสนาม
“เมื่อไหร่จะกล้าบอกเขาซักทีวะจุนมยอน” คำพูดเรียบๆของเพื่อนสนิททำเอาจุนมยอนต้องก้มหน้ามองตักตัวเอง ลู่หานรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับจุนมยอน รู้แม้กระทั่งว่าคนที่จุนมยอนแอบชอบและมองอยู่ห่างๆคือใคร
“บอกไปแล้วมีอะไรดีขึ้นหล่ะลู่หาน ก็เห็นไม่ใช่หรอว่าคริสหน่ะมีทางเลือกตั้งเยอะ”
“แล้วถ้าไม่บอก มันจะรู้หรอว่านายก็เป็นอีกทางเลือกของมัน” ลู่หานยันตัวออกจากไหล่เล็กแล้วหันมามองหน้าเพื่อนสนิทที่เอาแต่ก้มหน้ามองตักของตัวเอง
จริงๆเพื่อนเขาก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าใครลู่หานมั่นใจ ถึงแม้ว่าจะหมั่นไส้คนชมรมบาส แต่เขาก็แยกเรื่องของตัวเองกับเรื่องของหัวใจเพื่อนออก เลยไม่คิดจะขัดขวาง แต่ก็ใช่ว่าจะสนับสนุนเต็มที่ซะเมื่อไหร่
“ไม่เอาหรอก ฉันกลัวผลที่ตามมามันจะทำให้อยู่อยากกว่าเดิม จะซ้อมต่อมั๊ย ถ้าซ้อมต่อฉันกลับบ้านก่อนนะ”
เช้าวันเสาร์แบบนี้เหมาะที่สุดกับการตื่นสายและแน่นอนว่ามันไม่ใช่กับจุนมยอน คนตัวขาวลุกขึ้นมาอาบน้ำแต่งตัวตั้งแต่เช้าสาเหตุง่ายๆเพราะวันนี้มีแข่ง แม้จะไม่ใช่นัดสำคัญมากแต่สำหรับจุนมยอนแล้วทุกนัดที่คริสลงแข่งมันสำคัญเสมอ คนตัวขาวเลือกที่นั่งบนสุดของอัฒจรรย์เพื่อหลีกเลี่ยงกันแย่งชิงที่นั่งกันของบรรดาแฟนคลับนักบาส เพราะส่วนใหญ่แล้วคนที่เลือกจะมาดูการแข่งขันมากกว่านักกีฬาส่วนใหญ่จะเลือกกันท้ายๆเพราะงั้นเขาเลยไม่ต้องกลัวว่าจะโดนใครเขม่นเพราะมานั่งในทำเลดีๆของตัวเอง
เสียงกรี๊ดดังขึ้นไม่ขาดสายเมื่อนักกีฬาบาสสองทีมออกมาสู่สนามและผลัดกันวอร์มอัพก่อนการแข่งขันจริงจะเริ่ม และเสียงกรี๊ดพร้อมเสียงเชียร์ยิ่งดังขึ้นอีกเมื่อการแข่งขันเริ่มมาได้ไม่ถึงสิบห้าวินาทีทีมของคริสเป็นฝ่ายทำแต้มขึ้นก่อน รอยยิ้มเล็กๆถูกแต้มขึ้นมาบนใบหน้าขาวทุกครั้งที่คริสทำแต้มได้จนจบควอเตอร์แรกฝ่ายของคริสเป็นฝ่ายนำไป การแข่งขันดำเนินไปจนเกือบจบควอเตอร์ที่สามก็เกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้นเมื่อในขณะที่คริสกระโดดขึ้นดั้งทีมฝ่ายตรงข้ามก็กระโดดกระแทกอย่างแรงจนคริสที่เอาเท้าลงไม่ถนัดถึงกับข้อเท้าพลิก
ดวงตาคู่สวยไหววูบเมื่อเห็นสีหน้าเจ็บปวดของอีกฝ่ายขณะนั่งกุมข้อเท้าอยู่ในสนาม ภาพของคนตัวสูงถูกพยุงมายังที่พักนักกีฬาตรงขอบสนามทำเอาดวงตาคู่กลมรื้นน้ำก่อนน้ำตาเม็ดกลมจะไหลออกมาตามแรงโน้มถ่วงโลกเมื่อภาพของคนตัวเล็กที่นั่งลงข้างๆคนตัวสูงพร้อมกับกับสองแขนเล็กโอบเอวอีกฝ่ายไว้ ดวงหน้าน่ารักแสดงความเป็นกังวลอย่างชัดเจนก่อนที่คริสจะยกมือหนาขึ้นมาลูบผมอีกฝ่ายอย่างปลอบประโลม คนๆนั้นที่คริสคนเลือกแล้วว่าเหมาะกับคริสที่สุด คนๆนั้นที่ดวงจันทร์อย่างคริสคงเลือกแล้วว่าเหมาะที่จะเป็นโลกที่อยู่คู่กับดวงจันทร์ที่สุด คนๆนั้น บยอนแบคฮยอน
จุนมยอนไม่รู้ว่าตัวเองเดินออกมาจากโรงยิมตอนไหน ไม่รู้แม้กระทั่งว่าตัวเองจะเดินไปไหน รู้แค่ตอนนี้ตัวเองยืนอยู่หน้าห้องของเพื่อนสนิทหนึ่งเดียวของตัวเอง มือขาวยกขึ้นเคาะประตูสองสามทีเพียงไม่นานประตูก็เปิด และยังไม่ทันที่อีกฝ่ายจะพูดอะไรคนตัวขาวก็โผเข้ากับอกเพื่อนสนิทก่อนจะปล่อยโฮออกมาเหมือนเด็กๆ ลู่หานได้แต่ยืนลูบหลังเพื่อนตัวขาวเบาๆ
“ตกลงเป็นอะไรเนี่ยใครแย่งขนมหรือไงถึงได้ร้องไห้ขนาดนี้” พอเห็นอีกฝ่ายสงบแล้วลู่หานเลยเลือกที่ยิงคำถามแต่ก็ไม่วายแซวอีกคนเลยได้ค้อนวงเล็กๆมาจากจุนมยอน
“ทำเป็นเล่นไปเถอะ ถ้ารู้สาเหตุเดี๋ยวนายจะต้องมาร้องไห้ซบอกฉัน” ริมฝีปากสีเชอร์รี่เบะคว่ำอย่างคนถูกขัดใจ แต่ลู่หานก็ไม่ทำอะไรนอกจากหัวเราะเพราะท่าทางแบบนี้ของจุนมยอนหน่ะเขาเห็นมาตั้งแต่ม.ปลายแล้ว ไอ้ท่าเบะปากคว่ำเนี่ย เอาจริงๆเขาก็แอบคิดนะว่าตอนเด็กๆโดนขัดใจบ่อยหรือไงถึงได้ชอบเบะปากคว่ำจนกลายเป็นนิสัยเนี่ย
จุนมยอนเบะปากให้เพื่อนสนิทอีกรอบก่อนจะเริ่มเล่าเหตุการณ์ที่สามารถทำจุนมยอนเสียศูนย์ไปวูบนึงได้ให้เพื่อนสนิทฟังแต่ก็ไม่ลืมสังเกตสีหน้าของเพื่อนสนิท รอยยิ้มที่เคยประดับใบหน้าของเพื่อนจางลงเรื่อยๆจนสุดท้ายมันห็หายไปเหลือแค่หน้านิ่งๆ
“เป็นไงหล่ะบอกแล้ว ถ้าจะร้องซบอกฉันได้นะ” ว่าจบก็ตบอกตัวเองปุปุ จนคนเป็นเพื่อนต้องพลักหัวทุยๆนั่นเบาๆข้อหาหมันไส้
“ฉันไม่ได้ขี้แยเหมือนนายนะจุนมยอน”
“แล้วไม่รู้สึกอะไรเลยหรือไงหล่ะ”
“จี๊ดๆ” พูดจบก็หัวเราะร่วนจนคนฟังอย่างจุนมยอนต้องส่ายหน้าเอือมๆให้อีกฝ่าย ก่อนจะอดหัวเราะตามไม่ได้
บรรยากาศวัยเด็กย้อนกลับมาอีกครั้งเมื่อสองเพื่อนสนิทเริ่มต้นเล่นกันเป็นเด็กๆ ฝ่ายนึงเลือกที่จะทำให้เพื่อนตัวเองหายเศร้าด้วยการพยายามทำทุกวิธีให้เพื่อนตัวขาวหัวเราะ ในขณะที่อีกฝ่ายก็เลือกที่จะรับความหวังดีของเพื่อนที่สื่อออกมาผ่านทั้งการกระทำและคำพูดที่แม้ไม่ได้โรบด้วยน้ำตาลแต่มันแฝงไปด้วยความหวังดีเพราะรู้ว่าลู่หานไม่อยากให้ตัวเองต้องเศร้าไปมากกว่านี้
จุนมยอนไม่เคยรู้สึกเกลียดวันจันทร์เท่าครั้งนี้มาก่อน สาเหตุมาจากคนตัวสูงที่เขาชอบแอบมองนักหนา มันคงจะดีกว่านี้ถ้าข้างกายของอีกฝ่ายไม่มีน้องปีหนึ่งหน้าตาน่ารักประคองมาด้วย เขาเข้าใจว่าเจ็บแต่บางทีเขาก็ยังไม่ได้เตรียมใจเพื่อมาเจออะไรแบบนี้เท่าไหร่
“ส่งพี่แค่นี้พอแบคฮยอน”
“ไม่เอาหรอก พี่อี้ฝานขาเจ็บนะเดี๋ยวผมไปส่งที่นั่ง”
“ดื้อจริงๆเลยเรา”
บทสนทนาที่ไม่ตั้งใจฟังแต่ก็ยังได้ยินชัดเจนทั้งๆที่อีกฝ่ายอยู่ไกลถึงหน้าประตู ไหนจะชื่อจริงของคนตัวสูงนั่นอีก จุนมยอนเคยได้ยินมาว่าถ้าไม่สนิทกันจริงๆคริสจะไม่ยอมให้ใครเรียกชื่อจริงของตัวเอง ยิ่งเป็นหลักฐานชิ้นดีที่บอกว่าสองคนนี้คงสนิทกันมากกว่าที่เขาคิดแน่นอน
ตัวหนังสือบนกระดาษเริ่มพร่ามัวขึ้นเรื่อยๆจนสุดท้ายก็ปรากฏเป็นจุดๆบนหน้ากระดาษ จุนมยอนแทบไม่รู้ตัวเลยว่าตัวเองร้องไห้ออกมาตอนไหนเพราะรู้ตัวอีกทีผ้าเช็ดหน้าสีน้ำเงินเข้มก็ถูกยื่นมาตรงหน้า ดวงตาคู่สวยมองไล่ตามมือที่จับผ้าเช็ดหน้าอยู่ไปจนถึงเจ้าของผ้าเช็ดหน้า เมื่อรู้ว่าใครคือเจ้าของผ้าเช็ดหน้าริมฝีปากสีเชอร์รี่ก็เม้มเข้าหากันจนแทบจะเป็นเส้นตรง จุนมยอนถึงกับชะงักเมื่อมือหนาของอีกฝ่ายจะเอื้อมมาเช็ดเบาๆที่แก้มขาว
“ฉันไม่รู้หรอกนะว่านายร้องไห้เพราะอะไรแต่นายไม่เหมาะกับน้ำตาเลยจุนมยอน” พูดจบคนตัวสูงก็วางผ้าเช็ดหน้าลงบนหนังสือที่อีกฝ่ายกางอยู่ก่อนจะเดินไปยังที่นั่งข้างหลังห้องโดยมีแบคฮยอนพยุงอยู่ข้างๆ
เป็นครั้งแรกที่จุนมยอนรู้สึกว่าตัวเองเคว้งได้ขนาดนี้เพราะวันนี้นอกจากลู่หานจะไม่มาเรียนทำให้ไม่มีเพื่อนคุยแล้ว เนื้อหาวิชาที่เรียนก็ไม่ได้เข้าหัวเลยแม้แต่นิด คนตัวขาวถอนหายใจเบาๆทันทีที่อาจารย์เดินออกจากห้องก่อนจะค่อยๆเก็บของลงกระเป๋าและรอให้นักศึกษาที่พากันเดินออกจากห้องออกหมดแล้วถึงจะลุกขึ้นยืนเพื่อเตรียมตัวกลับบ้าน และจังหวะที่หมุนตัวจะเดินออกจากห้องก็ไปสะดุดเข้ากับร่างสูงโปร่งที่ยังนั่งนิ่งอยู่ที่กับที่
สงสัยคงรอแบคฮยอนมารับมั้ง
เมื่อคิดได้อย่างงั้นก็ส่ายหัวเบาๆให้กับความคิดของตัวเองเพราะมันก็ต้องเป็นแบบนั้นอยู่แล้ว มือขาวกระชับสายกระเป๋าก่อนจะหันกลับมามองที่นั่งของตัวเองอีกครั้งเพื่อสำรวจว่าไม่ได้เก็บของอะไรตกหล่นก่อนจะก้าวเท้าออกเดิน
“จุนมยอน” ขาเรียวที่กำลังจะก้าวออกต้องชะงัก ก่อนจะถอนหายใจเบาแล้วก้าวออกทำเป็นไม่ได้ยินเสียงเรียก
“ใจนายจะปล่อยให้ฉันที่ขาเจ็บเดินกลับบ้านเองจริงๆหรอ” คำพูดของคริสเล่นเอาคนตัวขาวสะดุดลมหายใจ ที่คริสพูดแบบนี้หมายความว่าอยากให้เขาประคองเดินกลับบ้านหรือเปล่านะ?
“แล้วน้องแบคฮยอนไม่มารับหรือไง” จุนมยอนกลั้นใจถามออกไปทั้งๆที่ยังคงก้มมองปลายเท้าตัวเอง
“แบคฮยอนไม่ว่างหรอก น้องมีธุระสำคัญหน่ะ”
เพราะอย่างงี้เองซินะ จุนมยอนควรจะดีใจมั๊ยที่คริสเลือกเขาเป็นตัวเลือกที่สองรองจากแบคฮยอนให้พยุงอีกคนเดิน หรือเพราะคริสไม่มีทางเลือกเพราะทุกคนในห้องกลับหมดแล้วเลยไม่มีทางเลือกจนต้องให้เขาเป็นคนช่วยเหลือ บางทีเขาอาจจะเป็นทางหลือสุดท้ายของคริสก็ได้
คนตัวขาวเลือกที่เปลี่ยนเส้นทางเดินมายังโต๊ะที่คริสนั่งก่อนจะช่วยพยุงอีกฝ่ายลุกขึ้น คริสวาดแขนโอบรอบไหล่เล็กพร้อมกับรอยยิ้มก่อนจะทิ้งน้ำหนักตัวไปที่อีกฝ่าย แม้จะทิ้งทำหนักไม่เยอะแต่ก็เล่นเอาจุนมยอนเซนิดๆ จุนมยอนประคองอีกคนมาอย่างทุลักทุเล ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่าว่าคนตัวสูงกำลังแกล้งเขาด้วยการทิ้งน้ำหนักตัวลงมาซะเยอะเลยทำให้เส้นทางการเดินออจากห้องมาสู่โรงยิมมันกินเวลานานกว่าทุกวัน
“วันนี้ติดธุระอยู่ดูไม่ได้ตั้งใจซ้อมกันด้วยนะ” คริสตะโดนบอกทีมบาสที่กำลังวอร์มอัพเพื่อรอซ้อมกันอยู่
“ธุระกายอ่ะไม่ว่าแต่ธุระใจอ่ะรีบๆเคลียร์นะเฮีย ฮ่าๆ” สิ้นเสียงแซวจากลูกทีมคนเป็นกัปตันก็ได้แต่ชี้หน้าคาดโทษ สุดท้ายเมื่อทำอะไรไม่ได้เลยได้แต่เดินให้คนตัวขาวประคองมามาจากโรงยิม
“จุนมยอน” เสียงเรียกเบาๆจากข้างหูทำเอาคนตัวขาวถึงกับเกร็ง “ขอบใจนะ”
“อืม”
“นายกับลู่หาน.. คบกันหรอ” จุนมยอนแทบเดินสะดุดเพราะคำถามของอีกคน คนตัวขาวเงยหน้ามองเจ้าของแขนแกร่งที่คล้องอยู่บนไหล่พร้อมขมวดคิ้ว เขาไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะถามคำถามนี้กับตัวเอง เอาจริงๆก็ไม่เคยคิดหรอกว่าคนที่ถามจะเป็นคริส
“เปล่า”
จุนมยอนได้แต่ก้มหน้าก้มตาตอบอีกคน แล้วคิ้วเรียวก็ต้องขมวดเมื่ออยู่ๆมือแกร่งก็เลื่อนออกจากไหล่ก่อนที่คนตัวสูงจะเดินกระเพลกๆมาตรงหน้าพร้อมกับยึดไหล่บางไว้ทั้งสองข้าง จุนมยอนทำใจกล้าเงยหน้ามองอีกฝ่ายแต่ก็ต้องก้มหน้าลงเมื่อเจอเข้ากับสายตาคู่คม ไม่เคยมีซักครั้งที่จุนมยอนจะได้สบกับดวงตาคู่นั้นจังๆ พอเจอแบบนี้มันก็เลยทำอะไรไม่ถูก
“ฉันชอบนายนะ” คำพูดที่มาพร้อมกับรอยยิ้มที่ประดับอยู่บนใบหน้าหล่อเหลาไม่ได้ช่วยให้จุนมยอนเข้าใจอะไรเพิ่มขึ้นเลย
“อืม”
“แล้วนายหล่ะไม่ชอบฉันหรอ” เสียงตอบรับที่มาแค่ในลำคอพร้อมกับอาการก้มหน้าจนคางแทบชิดอกของจุนมยอนทำเอาคริสอดไม่ได้ที่จะแกล้งกระซิบถามอีกคน
“ชะ ชอบซิ มีด้วยหรอคนไม่ชอบคริส” น้ำเสียงที่ทั้งตะกุกตะกักและแผ่วเบาของคนตัวขาวบอกได้ดีว่าตอนนี้จุนมยอนกำลังประหม่าแค่ไหน
“ฉันชอบนาย นายชอบฉัน งั้นเรามาเป็นแฟนกันเถอะ” จบประโยคจุนมยอนถึงกับเงยหน้ามองอีกคน พร้อมกับดวงตากลมที่เบิกขึ้น
“แบคฮยอน น้องแบคฮยอนหล่ะ”
“เกี่ยวอะไรกับแบคฮยอน”
“นายเป็นแฟนกับน้องแบคฮยอนไม่ใช่หรอ” สิ้นคำพูดของจุนมยอน คริสก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมาทั้งที่จุนมยอนยังขมวดคิ้ว
“แบคฮยอนหน่ะเป็นแฟน..” ยังไม่ทันที่อีกคนจะพูดจบจุนมยอนก็ก้มหน้าลงจนคริสต้องก้มลงกระซิบข้างหู “..แต่แฟนคนอื่น”
“ส่วนแฟนฉันหน่ะก็จุนมยอนไง” -end-
|
|